วลาดิมีร์ โซโลวียอฟ (Владимри Сергеевич Соловьёв)
นักปรัชญาชาวรัสเซีย ซึ่งมีบทบาทในการเริ่มพัฒนาวงการปรัชญาของรัสเซีย
โซโลวียอฟ เกิดวันที่ 28 มกราคม 1853 ในมอสโคว์, จักรวรรดิรัสเซีย พ่อของเขาชื่อเซอร์เกย์ (Sergey Mikhaylovich Solovyov) เป็นนักประวัติศาสตร์ ส่วนแม่ชื่อโปลีเซน่า โรมานอฟ (Polyxena Vladimirovna Romanova) ที่มีเชื้อสายโปแลนด์-ยูเครนคอสแซ็ค
โซโลวียอฟมีพี่ชายชื่อ วเซโวล๊อด (Vsevolod) ซึ่งต่อมากลายเป็นนักเขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์ และมีน้องสาวชื่อ โปลีเซน่า (Polyxena) ซึ่งกลายเป็นกวี
โซโลวียอฟ เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนประถมหมายเลข 1 (the First Moscow Gymnasium)
1869 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลมอสโคว์ (Imperial Moscow University) ในสาขาประวัติศาสตร์และปรัชญา แต่ว่าต่อมาได้ย้ายคณะมาเรียนทางด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์
1872 ระหว่างที่เขาเดินทางไปเมืองคาร์เคียฟ (Kharkiv) เขาได้พบกับประสบการณ์ประหลาดเกี่ยวกับโซเฟีย (Sophia) ซึ่งหลังจากกลับจากเดินทางเขาได้ตัดสินใจย้ายคณะกลับมาศึกษาปรัชญาอีกครั้ง
1873 สำเร็จการศึกษา หลังจากนั้นได้ไปทำงานเป็นเลคเชอร์ที่สถาบันศาสนศาสตร์ (Moscow Thelogical Academy)
1874 เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่อง The Crisis of Western Philosophy : Against the Positivists (Кризис западной философии (против позитивистов) ซึ่งโซโลวียอฟได้วิเคราะห์ถึงแนวคิด ปฏิฐานนิยม (Positivism) ซึ่งยอมรับความคิดแบบวิทยาศาสตร์เฉพาะสิ่งที่ วัดได้ พิสูจน์ได้ ทำซ้ำได้ เท่านั้น ส่งผลให้ปรัชญาสูญเสียบทบาทในการตั้งคำถามเชิงความหมาย ปรัชญาจึงไม่ใช่การแสวงหาความจริงอีกต่อไปแต่กลายเป็นเพียงเงาของวิทยาศาสตร์ เพราะความจริงมีเพียงส่ิงที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้ แต่ว่าโซโลวียอฟเสนอว่า ความจริงเชิงจิตวิญญาณ ความจริงเชิงศีลธรรมและเสรีภาพ ไม่ควรจะถูกตัดทิ้งเพียงเพราะ “วัดไม่ได้”
1875 เดินทางไปหลายประเทศในยุโรป ทั้งอังกฤษ ลอนดอน อิตาลี เพื่อศึกษาเกี่ยวกับปรัชญา และยังได้เดินทางไปกรุงไคโรของอียิปต์ด้วย
1876 เดินทางกลับมามอสโคว์และได้เริ่มงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์
1877 ย้ายมาอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และทำงานสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St.Petersburg University) และที่เมืองนี้เขาได้รู้จักกับดอสโตเยฟสกี้ (Fyodor Dostoyevsky)
1882 โซโลวียอฟต้องยุติงานสอนหนังสือ เพราะเขาได้เรียกร้องให้ซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 (Emperor Alexander III) ให้ทรงอภัยโทษให้กับนักโทษ ซึ่งถูกลงโทษจากการหมิ่นประมาทอดีตซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่ 2 (Alexander II) โดยเขาอ้างเหตุผลทางศาสนา ข้อเรียกร้องของโซโลวียอฟทำให้เขาถูกห้ามสอนหนังสือในมหาวิทยลัuีียอีก
1900 เขียนเรื่องสั้น “Tale of the Antichrist” ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เนเดลย่า (Nedelya) ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับการที่ญี่ปุ่นและจีนร่วมมือกันโจมตีรัสเซีย นิยายเรื่องนี้สะท้อนแนวคิดในปั่นปลายชีวิตของโซโลวียอฟที่เขารังเกียจและกลัวชาวเอเชียผิวเหลือง และมีแนวคิดเหยียดสีผิว โดยเฉพาะชาวจีน
13 สิงหาคม, เสียชีวิตในวัย 47 ปี ช่วงบั่นปลายชีวิตโซโลวียอฟใช้ชีวิตเพียงลำพัง เขาได้แต่งงานและไม่มีลูก